วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

2.ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม (cognitivism)

2.ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม (cognitivism)

www.learners.in.th/blog/edt047-1/322492  ได้รวบรวมไว้ว่า ทฤษฏีการเรียนรู้ของกลุ่ม เกสตัลท์ (Gestalt Theory) กลุ่ม เกสตัลท์นี้เริ่มก่อตั้งในประเทศเยอรมันนี ราวปี ค.ศ. 1912 ในระยะใกล้เคียงกับกลุ่มพฤติกรรมนิยมกำลังแพร่หลาย ได้รับความนิยมอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา หมายของทฤษฎีนี้ หมายถึง ส่วนรวม หรือ ส่วนประกอบทั้งหมด สาเหตุที่เรียกเช่นนี้เพราะความคิดหลักของกลุ่มนี้เชื่อว่า การเรียนรู้ที่ดีย่อมเกิดจากการจัดสิ่งเร้าต่างๆ มารวมกัน  ให้เกิดการรับรู้โดยส่วนรวมก่อนและจึงแยกวิเคราะห์เพื่อเรียนรู้ส่วนย่อยทีละส่วนต่อไป   ถ้า มนุษย์หรือสัตว์มองภาพพจน์ของสิ่งเร้าไม่เห็นโดยส่วนรวมแล้ว จะไม่เข้าใจหรือเรียนรู้ได้อย่างแท้จริงกฎการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์ สรุปได้ดังนี้      
       1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในตัวของมนุษย์      
       2. บุคคลจะเรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่าส่วนย่อย      
       3. การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะคือ                    
                3.1) การรับรู้ (perception) การ รับรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ประสาทสัมผัสรับสิ่งเร้าแล้วถ่ายโยงเข้าสู่ สมองเพื่อผ่านเข้าสู่กระบวนการคิด สมองหรือจิตจะใช้ประสบการณ์เดิมตีความหมายของสิ่งเร้าและแสดงปฏิกิริยาตอบ สนองออกไปตามที่สมอง / จิต ตีความหมาย
                3.2) การหยั่งเห็น (Insight) เป็น การค้นพบหรือเกิดความเข้าใจในช่องทางแก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันที อันเนื่องมาจากผลการพิจารณาปัญหาโดยส่วนรวม และการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญาของบุคคลนั้น
      4 . กฎการจัดระเบียบการรับรู้  ของเกสตัลท์มีดังนี้                   
               4.1) กฎการรับรู้ส่วนรวมและส่วนย่อย (Law of Pragnanz) ประสบการณ์ เดิมมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของบุคคล การรับรู้ของบุคคลต่อสิ่งเร้าเดียวกันอาจแตกต่างกันได้เพราะการใช้ ประสบการณ์เดิมมารับรู้ส่วนรวมและส่วนย่อยต่างกัน
                4.2) กฎแห่งความคล้ายคลึง (Law of Similarity) สิ่งเร้าใดที่มีลักษณะเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน บุคคลมักรับรู้เป็นพวกเดียวกัน
                4.3) กฎแห่งความใกล้เคียง (Law of Proximity) สิ่งเร้าที่มีความใกล้เคียงกันบุคคลมักรับรู้เป็นพวกเดียวกั
                4.4) กฎแห่งความสมบูรณ์ (Law of Closure) แม้สิ่งเร้าที่บุคคลรับรู้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่บุคคลสามารถรับรู้ในลักษณะสมบูรณ์ได้ถ้าบุคคลมีประสบการณ์เดิมในสิ่งเร้านั้น
               4.5) กฎแห่งความต่อเนื่อง สิ่งเร้าที่มีความต่อเนื่องกัน หรือมีทิศทางไปในแนวเดียวกัน บุคคลมักรับรู้เป็นพวกเดียวกัน หรือเรื่องเดียวกัน หรือเป็นเหตุผลเดียวกัน             
               4.6) บุคคลมักมีความคงที่ในความหมายของสิ่งที่รับรู้ตามความเป็นจริง กล่าวคือ เมื่อบุคคลรับรู้สิ่งเร้าในภาพรวมแล้วจะมีความคงที่ในการรับรู้สิ่งนั้นใน ลักษณะเป็นภาพรวมดังกล่าว ถึงแม้ว่าสิ่งเร้านั้นจะเปลี่ยนแปรไปเมื่อรับรู้ในแง่มุมอื่น เช่น เมื่อเห็นปากขวดกลม เรามักจะเห็นว่ามันกลมเสมอ ถึงแม้ว่าในการมองบางมุมภาพที่เห็นจะเป็นรูปวงรีก็ตาม    

 
ทิศนา แขมมณี (2555:62)ทฤษฎีสนาม (Fieid  Theory) ได้กล่าวไว้ว่า

          เคิร์ท เลวิน (Kurt  Lewin)  เป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีนี้ คำว่า “field” มา จากแนวคิดเรื่อง “field  of  force”
      ทฤษฎีการเรียนรู้
1)   พฤติกรรมของคนมีพลังและทิศทาง  สิ่งใดที่อยู่ในความสนใจ และความต้องการของตนจะมีพลังเป็น + สิ่งที่นอกเหนือจากความสนใจ  จะมีพลังงานเป็นในขณะใดขณะหนึ่งคน ทุกคนจะมี  “โลก” หรือ “อากาศชีวิต” (life  space) ของตน ซึ่งจะประกอบไปด้วย สิ่ง  แวดล้อมทางกายภาพ(physical  environment )อันได้แก่ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ สิ่ง
      แวดล้อมอื่น ๆ และสิ่งแวดล้อมทางจิตวิทยาได้แก่  แรงขับ  แรงจูงใจ
 2)  การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีแรงจูงใจหรือแรงขับที่จะกระทำให้ไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตนต้องการ

 
www.oknation.net/blog/print.php?id=132949  ได้รวบรวมทฤษฎีเครื่องหมายทอลแมน(Tolman)กล่าวว่า “การเรียนรู้เกิดจากการใช้เครื่องหมาย เป็นตัวชี้ทางให้แสดงพฤติกรรมไปสู่จุดหมายปลายทาง” ทฤษฎีของทอลแมนสรุปได้ดังนี้
     ทฤษฎีการเรียนรู้
       1) ในการเรียนรู้ต่าง ๆ ผู้เรียนมีการคาดหมายรางวัล (reward expentancy) หากรางวัลที่คาดว่าจะได้รับไม่ตรงตามความพอใจและความต้องการ ผู้เรียนจะพยายามแสวงหารางวัลหรือสิ่งที่ต้องการต่อไป
       2)ขณะที่ผู้เรียนพยายามจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้เครื่องหมาย สัญลักษณ์ สถานที่ (place learning) และสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นเครื่องชี้ทางตามไปด้วย
        3)ผู้ เรียนมีความสามารถที่จะปรับการเรียนรู้ของตนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะไม่กระทำ
ซ้ำ ๆ ในทางที่ไม่สามารถสนองความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของตน
       4)การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น บางครั้งจะไม่แสดงออกในทันที  อาจจะแฝงอยู่ในตัวผู้เรียนไปก่อนจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม หรือจำเป็นจึงจะแสดงออก (latent learning)

 สรุป 

      ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม คือ การเรียนเป็นกระบวนการของสิ่งเร้าต่างๆ มารวมกันให้เกิดการ
รับรู้  โดยรวมก่อนจึงแยกวิเคราะห์เช่น   เช่น  การรับรู้  การรับเป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ประสาทสัมผัสต่อสิ่งเร้าและถ่ายโยงเข้าสู่สมอง  บุคคลเรียนรู้จากสิ่งเร้า ทำให้เกิดการรับรู้ กฎการจัดระเบียบการสอนบุคคลมักมีความคงที่ในความหมายของสิ่งที่รับรู้ตามความเป็นจริง เมื่อบุคคลรับรู้สิ่งเร้าในภาพรวมแล้วจะมีความคงที่ในการรับรู้สิ่งนั้นใน ลักษณะเป็นภาพรวมดังกล่าว ถึงแม้ว่าสิ่งเร้านั้นจะเปลี่ยนแปรไปเมื่อรับรู้ในแง่มุมอื่นผู้ เรียนมีความสามารถที่จะปรับการเรียนรู้ของตนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

อ้างอิง

www.learners.in.th/blog/edt047-1/322492   เข้าถึงเมื่อวันที่  14 กรกฎาคม 255
 ทิศนา  แขมมณี.(2555).ศาสตร์การสอน:องค์ความรู้เพื่อการวัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  www.oknation.net/blog/print.php?id=132949  เข้าถึงเมื่อวันที่ 15กรกฎาคม  2555      

1. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavism)


1.2 ทฤษฏีเกี่ยวกับการเรียนรู้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่20

 1. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavism)

 http://www.novabizz.com/NovaAce/Learning/Behavioral_Learning_Theories 

       ได้รวบรวมทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมเน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า (Stimulas)และ การตอบสนอง (Response) โดย อินทรีย์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า
และ การตอบสนองอันนำไปสู่ ความสามารถในการแสดงพฤติกรรม คือการเรียนรู้นั่นเอง ผู้นำที่สำคัญของ
กลุ่มนี้ คือ พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) ธอร์นไดร์ (Edward Thorndike) และสกินเนอร์ (B.F.Skinner)          
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค (Classical Conditioning) ผู้ที่ทำการศึกษาทดลองในเรื่องนี้
คือ พาฟลอฟ ซึ่งเป็นนักสรีระวิทยาชาวรัสเซีย เขาได้ทำการศึกษาทดลองกับสุนัขให้ ยืนนิ่งอยู่ในที่ตรึงใน ห้องทดลอง ที่ข้างแก้มของสุนัขติดเครื่องมือวัดระดับการไหลของน้ำลาย การทดลองแบ่งออกเป็น 3 ขั้น
 คือ ก่อนการวางเงื่อนไข (Before Conditioning) ระหว่างการวางเงื่อนไข (During Conditioning) และ หลังการวางเงื่อนไข (After Conditioning) อาจกล่าว ได้ว่า การเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค คือ การตอบสนอง ที่เป็นโดยอัตโนมัติเมื่อนำ สิ่งเร้าใหม่มาควบคุมกับสิ่งเร้าเดิม เรียกว่า พฤติกรรมเรสปอนเด้นท์ (Respondent Behavior) พฤติกรรมการเรียนรู้นี้เกิดขึ้นได้ทั้งกับมนุษย์และสัตว์ คำที่พาฟลอฟใช้อธิบายการทดลองของเขานั้น ประกอบด้วยคำสำคัญ ดังนี้
  - สิ่งเร้าที่เป็นกลาง (Neutral Stimulus) คือ สิ่งเร้าที่ไม่ก่อให้เกิดการตอบสนอง
  - สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข (Unconditioned Stimulus หรือ US ) คือ สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองได้ตามธรรมชาติ
  - สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (Conditioned Stimulus หรือ CS) คือ สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองได้หลังจากถูก  วางเงื่อนไขแล้ว
             การตอบสนองที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไข (Unconditioned Response หรือ UCR) คือการตอบสนองที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติ    การตอบสนองที่ถูกวางเงื่อนไข (Conditioned Response หรือ CR) คือ การตอบสนองอันเป็นผลมาจาก   การเรียนรู้ที่ถูกวางเงื่อนไขแล้ว กระบวนการสำคัญอันเกิดจากการเรียนรู้ของพาฟลอฟ มีอยู่ 3 ประการ อันเกิดจากการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข คือ
  - การแผ่ขยาย (Generalization) คือ ความสามารถของอินทรีย์ที่จะตอบสนองในลักษณะเดิมต่อสิ่งเร้าที่มี ความหมายคล้ายคลึงกันได้
  - การจำแนก (Discrimination) คือ ความสามารถของอินทรีย์ในการที่จะจำแนกความแตกต่างของสิ่งเร้าได้
  - การลบพฤติกรรมชั่วคราว (Extinction) คือ การที่พฤติกรรมตอบสนองลดน้อยลงอันเป็นผลเนื่องมาจากการ ที่ไม่ได้รับสิ่งเร้า ที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไข การฟื้นตัวของการตอบสนองที่วางเงื่อนไข (Spontaneous recovery) หลัง จากเกิด การลบพฤติกรรม ชั่วคราวแล้ว สักระยะหนึ่งพฤติกรรมที่ถูกลบเงื่อนไขแล้วอาจฟื้นตัวเกิดขึ้นมาอีก เมื่อได้รับการกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข

 

ทิศนา แขมมณี (2555:55)  ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบต่อเนื่อง(Contiguous  Conditioning)ของกัทธรี
              ได้กล่าวไว้ว่ากัทธรี(Guthrie  ค.ศ.  1886 - 1959)  ได้ทำการทดลองโดยปล่อยแมวที่หิวจัดเข้าไปในกล่องปัญหา  มีเสาเล็ก ๆ ตรงกลาง  มีกระจกที่ประตูทางออกมีปลาแซลมอนวางไว้นอกกล่อง  เสาในกล่องเป็นกลไกเปิดประตู   แมวบางตัวใช้แบบแผนการกระทำหลายแบบเพื่อจะออกจากกล่อง แมวบางตัวใช้วิธีเดียวกัน  กัทธรีอธิบายว่า  แมวใช้การกระทำครั้งสุดท้ายที่ประสบผลสำเร็จเป็นแบบแผนยึดไว้สำหรับการแก้ปัญหาครั้งต่อไป  ก็นับว่าได้เรียนรู้แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำอีก  กฎการเรียนรู้ของกัทธรี สรุปได้ดังนี้

        ทฤษฎีการเรียนรู้

1.  กฎแห่งความต่อเนื่อง
เมื่อมีกลุ่มสิ่งเร้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากระตุ้นจะก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น 
2.  การเรียนรู้เกิดขึ้นได้แม้เพียงครั้งเดียว
เมื่อมีสภาวะสิ่งเร้ามากระต้น  อินทรีย์จะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองออกมา  ถ้าเกิดการเรียนรู้ขึ้นแล้วแม้เพียงครั้งเดียว  ก็นับว่าได้เรียนรู้แล้ว
     3.  กฎของการกระทำครั้งสุดท้าย  หากการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว  ในสภาพการณ์ใดสภาพการณ์หนึ่ง  บุคคลจะกระทำเหมือนที่เคยได้กระทำในครั้งสุดท้ายที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้นั้นไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็ตาม
     4.  หลักการจูงใจ  การเรียนรู้เกิดจากการจูงใจมากกว่าการเสริมแรง

 http://www.learners.in.th/blog/ci6601-1/427580 จอห์น บี.วัตสัน (John B. Watson, 1878 - 1958) 
ได้รวบรวมและกล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่าสิ่งที่สังเกตและมองเห็นได้ นั่นก็คือ พฤติกรรมหลักของกลุ่มนี้ คือ พฤติกรรมเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของสิ่งเร้าและการตอบสนอง การศึกษาสิ่งเร้า และการตอบ สนองจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมได้


 

 สรุป    

        ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) หมาย ถึง การศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ที่สิ่งเร้าเป็นกลางที่ทำให้มนุษย์มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามาส่งผลให้   
มีพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าการเรียนรู้การมีประสบการณ์ที่ศึกษาหรืการที่อยู่ในสภาวะสิ่งเร้ามากระตุ้น  ทำให้เกิดจาการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองกลุ่มพฤติกรรมนิยมทำให้ความสนใจกับพฤติกรรมมากเพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ เห็นได้ชัด
ดังนั้นเมื่อการที่เราวางเงื่อนไขหรือมีตัวมากระตุ้นจะทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่เกิดขึ้น 

 

อ้างอิง             

 

เข้าถึงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม  255
ทิศนา  แขมมณี.(2555).ศาสตร์การสอน:องค์ความรู้เพื่อการวัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
http://www.learners.in.th/blog/ci6601-1/427580  เข้าถึงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม  2555

 

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฏีเกี่ยวกับการเรียนรู้ในช่วงก่อนคริสต์ศตรรษที่20

1.1 ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ในช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20


 

1.   ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการฝึกจิตหรือสมอง ( Mental Discipline) ทิศนา แขมมณี (2555:45)

          นักคิดกลุ่มนี้มีความคิดเชื่อว่า  จิตหรือสมองหรือสติปัญญา ( mind)  สามารถพัฒนาให้ปราดเปรื่องได้โดยการฝึก  เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อซึ่งจะแข็งแรงได้ด้วยการฝึกออกกำลังกาย  ในการฝึกจิตหรือสมองนี้ทำได้โดยให้บุคคลเรียนรู้สิ่งที่ยาก ๆ ยิ่งยากมากเท่าไร จิตก็จะได้ฝึกให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น  นักคิดกลุ่มนี้มีแนวคิดแยกออกเป็น  2  กลุ่มย่อย คือ(Bigge,1964:  19-30)

     1.1 กลุ่มที่เชื่อในพระเจ้า (Theistic Mental Discipline )  นักคิดที่สำคัญของกลุ่มนี้คือ  เซนต์ออกุสติน  (St.  Augustine)  จอห์น คาลวิน  (John  Calvin) และคริสเตียน  โวล์ฟ (Christian  Wolff) นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อ  ดังนี้

       ก.   ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้

         1)  มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความชั่ว  และการกระทำใด ๆ ของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้นภายในตัวมนุษย์เอง  ( bad-active)

         2)  มนุษย์พร้อมที่จะทำความชั่วหากไม่ได้รับการสั่งสอนอบรม

         3)  สมองของมนุษย์นั้นแบ่งออกเป็นส่วน ๆ  (faculties)  ซึ่งหากได้รับการฝึกอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้เกิดความเข้มแข็ง  สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้

        4)  การฝึกสมอง  หรือฝึกระเบียบวินัยของจิตเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาให้มนุษย์เป็นคนดีและฉลาด

        5)  การฝึกฝนสมองให้รู้จักคิด  ต้องใช้วิธีที่ยากเช่น  วิชา คณิตศาสตร์ ปรัชญา ภาษาลาติน  ภาษากรีก  และคัมภีร์ไบเบิล  เป็นต้น

        ข.  หลักการจัดการศึกษา/การสอน

         1)  การฝึกสมองหรือการฝึกระเบียบของจิตอย่างเข้มงวด  เป็นสิ่งสำคัญในการ

ฝึกฝนให้บุคคลเป็นคนฉลาดและคนดี

         2)  การฝึกจิตจะต้องทำอย่างเข้มงวด  เพื่อให้จิตเข้มแข็ง  การบังคับ  ลงโทษ

เป็นสิ่งจำเป็นถ้าผู้เรียนไม่เชื่อฟัง

         3)  การจัดให้ผู้เรียนเรียนเนื้อหาที่ยาก  ได้แก่  คณิตศาสตร์  ปรัชญา ภาษาลาติน

ภาษากรีก จะช่วยฝึกฝนสมอง  ให้เข้มแข็งได้เป็นอย่างดี

         4)  การจัดให้ผู้เรียนได้ศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและยึดถือในพระเจ้าจะช่วยให้ผู้เรียน

เป็นคนดี

    1.2 ทฤษฎีของกลุ่มที่เชื่อในความมีเหตุผลของมนุษย์ (Humanistic Mental Discipline)

นักคิดคนสำคัญในกลุ่มนี้คือ พลาโต ( Plato)  และอริสโตเติล ( Aristotlo)  นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อดังนี้

       ก.  ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้

      1)  พัฒนาการในด้านต่าง ๆ เป็นความสามารถของมนุษย์  มิใช่พระเจ้าบันดาล

ให้เกิด

      2)  มนุษย์เกิดมามีลักษณะไม่ดีไม่เลว  และการกระทำของมนุษย์เกิดจากแรง

กระตุ้นภายใน ( neutral-active)

      3)  มนุษย์เป็นผู้มีเหตุผลพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง  มนุษย์มีอิสระที่จะเลือกทำ

ตามความเข้าใจและเหตุผลของตน  หากได้รับการฝึกฝนอบรมก็จะสามารถพัฒนาศักยภาพที่ติดตัวมา

      4)  มนุษย์เป็นผู้มีความรู้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด  แต่ถ้าขาด  การกระตุ้นความรู้จะไม่

แสดงออกมา

       ข.  หลักการจัดการศึกษา/การสอน

      1)  การพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้คือ  การกระตุ้นความรู้ในตัวผู้เรียนให้

แสดงออกมา

      2)  การพัฒนาผู้เรียนไม่จำเป็นต้องใช้การบังคับ  เคี่ยวเข็ญ  แต่ควรใช้เหตุผล 

เพราะมนุษย์เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการใช้เหตุผล

      3)  การใช้วิธีสอนแบบโสเครตีส  (Socratic Method) คือการใช้คำถามเพื่อดึง

ความรู้ในตัวผู้เรียนออกมาให้เห็นกระจ่างชัด  เป็นวิธีสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี

      4)  การใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ( Didactic  Method) คือการสอนที่ใช้คำถาม

ฟื้นความจำของนักเรียนแล้วเพิ่มเติมประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน  เป็นวิธีสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

          http://www.th.wikipedia.org/wiki/     ได้รวบรวมและกล่าวถึงแนวความคิดของ มาสโลว์ (Maslow) ที่ได้อธิบายถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ โดยที่ความต้องการจะเป็น ตัวกระตุ้นให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมเพื่อไปสู่ความต้องการนั้น ดังนี้ถ้าเข้าใจความต้องการของมนุษย์ก็สามารถ อธิบายถึงเรื่องแรงจูงใจของมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน ทฤษฎีนี้เห็นว่าแรงจูงใจในการกระทำพฤติกรรมของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับการรับ รู้ (Perceive) สิ่ง ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว โดยอาศัยความสามารถทางปัญญาเป็นสำคัญ มนุษย์จะได้รับแรงผลักดันจากหลาย ๆ ทางในการแสดงพฤติกรรม ซึ่งในสภาพเช่นนี้ มนุษย์จะเกิดสภาพความไม่สมดุล (Disequilibrium) ขึ้น เมื่อเกิดสภาพเช่นว่านี้มนุษย์จะต้อง อาศัยขบวนการดูดซึม (Assimilation) และการปรับ   (Accomodation)   ความแตกต่างของประสบการณ์ที่ได้รับใหม่ให้ ้เข้ากับประสบการณ์เดิมของตนซึ่งการจะทำได้จะต้องอาศัยสติปัญญาเป็นพื้นฐาน ที่สำคัญทฤษฎีนี้เน้นเรื่องแรงจูง ใจภายใน   (intrinsic Motivation) นอกจากนั้นทฤษฎีนี้ยังให้ความสำคัญกับเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และการวางแผน ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญกับระดับของความคาดหวัง (Level of Aspiration) โดย ที่เขากล่าวว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะตั้ง ความคาดหวังของตนเองให้สูงขึ้น เมื่อเขาทำงานหนึ่งสำเร็จ และตรงกัน ข้ามคือจะตั้งความคาดหวังของตนเองต่ำลง เมื่อเขาทำงานหนึ่งแล้วล้มเหลว

 

        http://www.th.wikipedia.org/wiki/  (ได้รวบรวมและกล่าวถึงทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค ( Classical Conditioning ) ของ ไอวาน พาร์พลอฟ ( Ivan Pavlop ) พฤติกรรมที่จะเกิดการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกได้มักเป็นพฤติกรรมหรือการตอบ สนองที่เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อน อันมีพื้นฐานมาจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น การทำงานของต่อมต่าง ๆในร่างกาย การทำงานของระบบกล้ามเนื้อต่าง ๆ พฤติกรรมการตอบสนองในการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเหล่านี้ เรียกว่า พฤติกรรมตอบสนอง หรือพฤติกรรมที่เป็นไปโดยไม่ตั้งใจ พาร์พลอฟ เชื่อว่าการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากเกิดจากการวางเงื่อนไข (conditioning) กล่าวคือ การตอบสนองหรือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้าหนึ่งมักมีเงื่อนไขหรือ สถานการณ์เกิดขึ้น ซึ่งในสภาพปกติหรือในชีวิตประจำวันการตอบสนองเช่นนั้นอาจไม่มี เช่น กรณีสุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งและน้ำลายไหล เสียงกระดิ่งเป็นสิ่งเร้าที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข (เพราะโดยปกติเสียงกระดิ่งมิได้ทำให้สุนัขน้ำลายไหล แต่คนต้องการให้สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง) พาร์พลอฟ เรียกว่า สิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข (conditioned stimulus) และปฏิกิริยาน้ำลายไหล เป็นการตอบสนองที่เรียกว่าการตอบสนองที่มีเงื่อนไข (conditioned response)   

  สรุป 

 นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า  จิตหรือสมองหรือสติปัญญา(mind)  สามารถพัฒนาได้โดยการฝึก  ในการฝึกจิตหรือสมองนี้ทำได้โดยให้บุคคลเรียนรู้สิ่งที่ยากๆ ยิ่งยากมากเท่าไร  จิตก็จะได้รับการฝึกให้แข็งหลักการในการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้เน้นการพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  โดยการกระตุ้นความรู้ในตัวผู้เรียนให้แสดงออกมา  เป็นวิธีการสอนตามทฤษฏีนี้ที่ใช้คำถามเพื่อดึงความรู้ในตัวผู้เรียนออกมาให้กระจ่างชัดและช่วยเพิ่มเติมประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน  ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี

หนังสืออ้างอิง
 http://www.th.wikipedia.org/wik 
 บุญเลี้ยง ทุมทอง.(1/2554).การวิจัยการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์.โรงพิมพ์สหบัณฑิต
 ทิศนา  แขมมณี.(2555).ศาสตร์การสอน:องค์ความรู้เพื่อการวัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการพัฒนาไปตามธรรมชาติ ( Natural Unfoldment) ทิศนา แขมมณี (2555:47)

         นักคิดคนสำคัญในกลุ่มนี้คือ รุสโซ ( Rousseau) ฟรอเบล ( Froebel) และเพสตาลอสซี ( Pestalozzi ) นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อดังนี

ก.  ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้

   1)  มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดี  และการกระทำใด ๆ เกิดขึ้นจากแรงกระต้น

ภายในตัวมนุษย์เอง (good-active)

   2)  ธรรมชาติของมนุษย์มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองหาก

ได้รับเสรีภาพในการเรียนรู้  มนุษย์ก็จะสามารถพัฒนาตนเองไปตามธรรมชาติ

   3)  รุสโซมีความเชื่อว่าเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก  ๆ  เด็กมีสภาวะของเด็ก  ซึ่ง

แตกต่างไปจากวัยอื่น  การจัดการศึกษาในเด็กจึงควรพิจารณาระดับอายุเป็นหลัก

   4)  รุสโซมีความเชื่อว่าธรรมชาติคือแหล่งความรู้สำคัญ  เด็กควรจะได้เรียนรู้ไป

ตามธรรมชาติคือ  การเรียนรู้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  จากผลของการกระทำของตน  มิใช่การเรียนจากหนังสือ  หรือจากคำพูดบรรยาย

   5)  เพสตาลอสซี  มีคามเชื่อว่า  คนมีธรรมชาติปนใน 3 ลักษณะ คือ “คนสัตว์”

ซึ่งมีลักษณะเปิดเผย  เป็นทาสของกิเลส  “คนสัตว์”  มีลักษณะที่เข้ากับสังคมคล้อยตามสังคมและ  “คนธรรม”  ซึ่งมีลักษณะของการรู้จักรับผิดชอบชั่วดี  คนจะต้องมีการพัฒนาใน 3 ลักษณะ  ดังกล่าว

   6)  เพสตาลอสซี  เชื่อว่าการใช้ของจริงเป็นเชื่อในการสอน  จะช่วยให้เด็กเรียนรู้

ได้ดี

   7)  ฟรอเบลเชื่อว่า  ควรจะให้การศึกษาชั้นอนุบาลแก่เด็กเล็ก  อายุ  3-5  ขวบ

โดยให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

ข.  หลักการจัดการศึกษา/การสอน

  1)  การจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้แก่เด็กจะต้องมีความแตกต่างไปจากการจัดให้ผู้ใหญ่  เนื่องจากเด็กมีสภาวะที่ต่างไปจากวัยอื่น ๆ

  2)  การจัดการศึกษาให้แก่เด็กควรยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง  ให้เสรีภาพแก่เด็กที่จะเรียนรู้ตามความต้องการและความสนใจชองตน  เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ

  3)  ลักษณะการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก  คือ  การจัดให้เด็กได้เรียนรู้จากธรรมชาติ  และเป็นไปตามธรรมชาติ ได้แก่

      3.1)  ให้เด็กเล่นอย่างอิสระ

      3.2)  ให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง

      3.3)  ให้เด็กได้เรียนจากของจริงและประสบการณ์จริง

      3.4)  ให้เด็กได้เรียนรู้จากผลของการกระทำของตน

   4)  การจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้เด็กจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและความพร้อมของเด็ก

        บุญเลี้ยง ทุมทอง (2554:18)     กล่าวไว้ว่าแนวความคิดของ ดีนส์  (Diene's Theory of Mathematcs Learning) ส่วน มากเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้คณิตศาสตร์ซึ่งมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับของเพีย เจต์ เช่น ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีบทบาทและกระตือรือร้นในกระบวนการเรียน รู้ให้มากที่สุด          

         บุญเลี้ยง ทุมทอง(2554:17)       กล่าวไว้ว่าทฤษฎีนี้มีประโยชน์ต่อการศึกษา การจัดการศึกษาให้กับเด็กมีความแต่ต่างจากผู้ใหญ่และสิ่งที่มีความหมายมาก คือแนวคิดที่ว่าเด็กที่มีอายุน้อยๆ จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากกิจกรรมการใช้สื่อรูปประธรรม (Ginsburj & Opper, 1969) หาก แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ในห้องเรียน ผู้สอนจะต้องเป็นผู้จัดสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้และแนะนำผู้เรียนมากกว่า เป็นผู้สอนโดยตรงตามทฤษฎีของเพียเจต์ (Piaget's Theory of Intellectual Development)   

   สรุป  
                นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า  ธรรมชาติคือแหล่งเรียนรู้สำคัญ  เด็กควรจะได้เรียนรู้ไปตามธรรมชาติ  การใช้ของจริงเป็นสื่อในการสอนจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดี  การเล่นเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญของเด็ก  เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ  เด็กมีสภาวะของเด็ก ซึ่งแตกต่างไปจากวัยอื่น  การจัดการศึกษาให้เด็กจึงควรพิจารณาระดับอายุเป็นหลัก   การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้เน้นการจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้แก่เด็กจะต้องมีความแตกต่างไปจากการจัดให้ผู้ใหญ่  และยึดเด็กเป็นศูนย์กลางให้เสรีภาพแก่เด็กได้เรียนรู้ตามความต้องการและความสนใจของตน  ให้เด็กได้เรียนรู้ตามธรรมชาติและเป็นไปตามธรรมชาติ  โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและความพร้อมของเด็ก
       

อ้างอิง
ทิศนา  แขมมณี.(2555).ศาสตร์การสอน:องค์ความรู้เพื่อการวัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บุญเลี้ยง ทุมทอง.(1/2554).การวิจัยการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์.โรงพิมพ์สหบัณฑิต

 

3.  ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการรับรู้และการเชื่อมโยงความคิด ( Apperception) ทิศนา แขมมณี (2555:48)


 

นักคิดคนสำคัญในกลุ่มนี้คือ  จอห์น ล็อค (John  Locke)  วิลเฮล์ม วุนด์  (Wilhelm  Wundt)

ทิชเชเนอร์  (Titchener)  และแฮร์บาร์ต(Herbart)  มีความเชื่อดังนี้  (Bigge,1964:33-47)

ก. ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้

  1)  มนุษย์เกิดมามีทั้งความดีความเลวในตัวเอง การเรียนรู้เกิดจากแรงกระตุ้น

ภายนอก หรือสิ่งแวดล้อม

  2)  จอห์น ล็อค เชื่อว่าคนเราเกิดมาพร้อมกับจิตหรือสมองที่ว่างเปล่าการเรียนรู้

เกิดจากการที่บุคคลได้รับประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5

  3)  วุนด์ เชื่อว่าจิตมีองค์ประกอบ 2  ส่วนคือ การสัมผัสทั้ง 5  และการรับรู้

  4)  ทิชเชเนอร์มีความเห็นว่ากับวุนด์  แต่ได้เพิ่มส่วนประกอบของจิตอีก  1  ส่วน 

ได้แก่  จินตนาการ  (imagination)  คือ  การคิดวิเคราะห์

  5)  แฮร์บาร์ต  เชื่อว่าการเรียนรู้มี  3  ระดับ  คือ  ขั้นการเรียนรู้โดยประสาท

สัมผัส  (sense  activity) ขั้นการจำความคิดเดิม  (memory  characterized)  และขั้นการเกิดความคิดรวบยอดและความเข้าใจ (conceptual  thinking  or  understanding )

  6)  แฮร์บาร์ตเชื่อว่า  การสอนควรเริ่มจาการทบทวนความรู้เดิมของผู้เรียน

เสียก่อนแล้วจึงเสนอความรู้ใหม่

      ข  หลักการจัดการศึกษา / การสอน

   1)       การจัดการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง  5  เป็น

สิ่งจำเป็นอย่างมากต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

  2)      การช่วยให้ผู้เรียนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่  จะ

ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจได้อย่างดี การสอนโดยการดำเนินการ  5  ขั้นตอนของแฮร์บาร์ต  จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีและรวดเร็ว  ขั้นตอนดังกล่าวคือ

       3.1)  ขั้นเตรียมการหรือขั้นนำ  (preparation)  ได้แก่  การเร้าความสนใจของผู้เรียนและการทบทวนความรู้เดิม

       3.2)  ขั้นเสนอ (presentation)  ได้แก่  การนำเสนอความรู้ใหม่

       3.3)  ขั้นการสัมพันธ์ความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ (comparition   and  abstaraction)  ได้แก่  การขยายความรู้เดิมให้กว้างออกไป  โดยสัมพันธ์กับความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ด้วย

วิธีการต่าง ๆ

      3.4)  ขั้นสรุป  (generalization)  ได้แก่  การสรุปการเรียนรู้เป็นหลักการหรือกฎต่าง ๆที่สามารถจะนำไปประยุกต์ใช้กับปัญหาหรือสถานการณ์อื่น ๆ ต่อไป

      3.5)  ขั้นประยุกต์ใช้  (application)  ได้แก่  การให้ผู้เรียนนำข้อสรุปหรือการเรียนรู้ที่ได้ไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม


 

        http://www.th.wikipedia.org/wiki/     ได้รวบรวมและกล่าวถึงฮาล (Clatk Hull) เป็นหนึ่งในหมู่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มลัทธิพฤติกรรมนิยม[Behavioralism]เช่นเดียวกับ โทลแมน และ สกินนเนอร์ (Guthric Tolman and Skinner) ซึ่งสนใจและศึกษาพฤติกรรมตามแนวความคิดของวัทสัน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ลดความสำคัญของคำว่า จิตใจและ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำๆ นี้โดยมุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรมสังเกตได้ วัดได้ ทดลองและทำซ้ำได้ แสดงหรือพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ซึ่งเป็นการศึกษาตามระเบียบวิธี การทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น โดยเฉพาะฮาล ซึ่งมีพื้นฐานความรู้ความสามารถทางคณิตศาสตร์ได้เสนอแนวคิดทฤษฎีที่ชื่อว่า “Hypothetico-deductive or mathematico deductive” คือความคิดความเชื่อที่ว่าพฤติกรรมมีความสัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อมและเป็นไปตามสูตร ดังนี้ (Hull, 1994)sEr = sHr x D X K X V sEr = พฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดตามแนวโน้ม S – R ซึ่งขึ้นอยู่กับนิสัยsHr = นิสัย (การกระทำ) เป็นการเสริมแรงตามหลักของจิตวิทยาS – R ประกอบด้วย D และ KD = แรงขับK = สิ่งล่อใจจากภายนอกV = อำนาจการเร้าของ K       

       http://www.th.wikipedia.org/wiki/     ได้รวบรวมและกล่าวถึงกัททรี (Edwin R.Guthrie) เป็น ผู้สนใจศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวความคิดลัทธิพฤติกรรมนิยม และนิยมชมชอบคือ อธิบายพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมและเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เขาเชื่อว่าหลักการเรียนรู้เกี่ยวข้องกับการวางเงื่อนไขและความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งเร้า (สภาวะแวดล้อมภายนอก) กับอินทรีย์ (สภาวะแวดล้อมภายในร่างกาย หลักการศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของกัททรี เมื่อสภาวะสมดุลในกระบวนการจูงใจ (Homeostasis) สูญ สิ้นไปอินทรีย์จะเริ่มสร้างแรงจูงใจจะสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมซึ่งบุคคลเคย เรียนรู้มาแล้ว เช่น การเกิดพฤติกรรมใหม่แต่ละครั้งเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทแต่ละส่วน ที่กระตุ้น เช่นการกระพริบตาเมื่อถูกวางเงื่อนไขโดยการเป่าลมที่ตา ทุกครั้งที่ลูกโป่งสำหรับเป่าลมถูกยกมาบริเวณใกล้ตา ตาจะกระพริบทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำการเป่าลมออกมา         

  สรุป
             นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า  การเรียนรู้เกิดจากแรงกระตุ้นภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เกิดจากการที่บุคคลได้รับประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5   และ ความรู้สึก คือ การตีความหรือแปลความหมายจากการสัมผัสการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จึง เน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5  และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจได้เป็นอย่างดี

หนังสืออ้างอิง 

http://www.th.wikpedia.rod/wiki/  เข้าถึงเมื่อ14กรกฎาคม 2555

ทิศนา  แขมมณี.(2555).ศาสตร์การสอน:องค์ความรู้เพื่อการวัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.กรุงเทพ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บทบาทหน้าที่ของครูในการจัดการชั้นเรียน


บทบาทหน้าที่ของครูในการจัดการชั้นเรียน


1. พิจารณาว่าตนเองเข้าใจเด็กดีแล้วหรือยัง  ผู้เรียนจัดอยู่ในกลุ่มวัยใด

2. ครูที่ดีต้องอดทน อดกลั้น บางครั้งพฤติกรรมของผู้เรียนก็ทำให้ครูเหลืออด วาจาที่ค่อนข้างก้าวร้าวเราพบได้จากผู้เรียน แต่บางครั้งก็ต้องอดทนอย่าลืมว่าการที่ครูใช้อารมณ์โต้ตอบผู้เรียนก็เท่ากับเราลดวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้เท่ากับเขา หากเราโต้ตอบด้วยความรุนแรงก็ย่อมได้ความรุนแรงกลับมา

3. พัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้ทั้งวิชาการ และจิตวิทยาการเรียนการสอน ครู  ควรหมั่นติดตามข่าวสารรอบตัวอยู่เสมอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โลกปัจจุบันเพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวเสริมสร้างบุคลิกภาพของครูให้ผู้เรียนเกิดการยอมรับ  นอกจากนี้ครูยังต้องตามให้ทันวัยรุ่นว่าเขาสนใจอะไรชอบอะไรเพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเราก็เป็นครูทันสมัย

4. หาเทคนิควิธีการสอนใหม่ๆมาใช้ในห้องเรียน  จริงอยู่ที่ว่าการสอนวิชาทฤษฎียังจำเป็นต้องใช้การสอนแบบบรรยายอยู่  แต่การสอนแบบบรรยายก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อได้ง่ายดังนั้นครูจึงควรมีเทคนิควิธีอื่นเข้ามาแทรกในการสอน เช่น เมื่อให้เนื้อหาไปประมาณ  20 - 30 นาทีครูควรเปลี่ยนมาใช้การถามตอบเพื่อทบทวนความเข้าใจของผู้เรียน  นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอื่นๆที่ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนอีก  ได้แก่ การนำผู้เรียนออกไปเรียนนอกชั้นเรียน การใช้เกมหรือกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวร่างกาย  ทำบรรยากาศการเรียนให้เป็นเรื่องสนุกแม้เนื้อหาจะเคร่งเครียด

5. ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายบางครั้งภาษาวิชาการก็เป็นเรื่องที่ไกลตัวทำให้ผู้เรียนเข้าใจยากพาลเบื่อไม่สนใจเรียน  การสร้างบรรยากาศการเรียนที่ดีจะต้องเริ่มจากการเตรียมตัวของครู ครูต้องมีการวางแผนการสอน ทำความเข้าใจกับเนื้อหาสาระและหาวิธีการถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาง่ายๆ ประการหนึ่งคือพยายามนำเรื่องที่เป็นสถานการณ์ใกล้ตัว หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้เรียนมาบูรณาการให้เข้ากับเนื้อหาวิชา เช่น ถ้าเรียนเรื่องระบบนิเวศเราก็ให้ผู้เรียนสำรวจระบบที่มีอยู่รอบโรงเรียน ถ้าสอนพุทธศาสนาก็อาจหยิบยกปัญหาของวัยรุ่นมาให้ผู้เรียนวิพากษ์วิจารณ์  แล้วค่อยสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมให้เขาทีละนิด

6. สร้างแรงจูงใจในการเรียนแก่ผู้เรียน  เช่นการให้คำชม หรือให้คะแนนเสริมเมื่อผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์  ขณะเดียวกันก็อาจเสริมแรงในทางลบโดยการกล่าวตักเตือน ตำหนิบ้างเมื่อเขาทำไม่ถูกต้อง แต่ต้องไม่ลืมว่าการตำหนิต้องทำโดยปราศจากอารมณ์

7. ให้ความยุติธรรมกับผู้เรียนอย่าสนใจเฉพาะคนที่เรียนเก่ง  ครูควรมีความเมตตาที่จะถ่ายทอดความรู้แก่ศิษย์ การทำให้ผู้ไม่รู้กลายเป็นผู้รู้นอกจากครูจะได้ความภูมิใจอันประมาณค่าไม่ได้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือคำชมและการยอมรับจากเด็ก

8. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เช่น การวางระเบียบปฏิบัติในการเรียน การกำหนดวิธีการวัดผล สิ่งใดที่เกิดจากการตัดสินใจของเขาเมื่อเกิดกรณีทำผิด หรือได้คะแนนน้อยเด็กจะยอมรับความผิดเพราะกฎเกิดจากการตัดสินใจของตนเอง

9. แต่งตัวให้เหมาะสมกับความเป็นครูถ้าเป็นผู้หญิงก็อาจมีความสวยงามบ้างแต่อย่าลืมว่าท่านคือครูไม่ใช่ดารา

หลักการจัดชั้นเรียน
         
เนื่องจากชั้นเรียนมีความสำคัญ เปรียบเสมือนบ้านที่สองของนักเรียน นักเรียนจะใช้เวลาอยู่ในชั้นเรียนประมาณวันละ 5-6 ชั่วโมง อิทธิพลของชั้นเรียนจึงมีมากพอที่จะปลูกผังลักษณะของเด็กให้เป็นแบบที่ต้องการได้ เช่น ให้เป็นตัวของตัวเอง ให้สามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ดี ให้ชอบแสวงหาความรู้อยู่เสมอ

ให้มีความรับผิดชอบ ให้รู้จักคิดวิเคราะห์   ดังนั้นเพื่อให้นักเรียนมีคุณลักษณะนิสัยดังประสงค์ และมีความรู้สึกอบอุ่นสบายใจในการอยู่ในชั้นเรียนครูจึงควรคำนึงถึงหลักการจัดชั้นเรียน ดังต่อไปนี้
          1.
การจัดชั้นเรียนควรให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม ชั้นเรียนควรเป็นห้องใหญ่หรือกว้างเพื่อสะดวกในการโยกย้ายโต๊ะเก้าอี้ จัดเป็นรูปต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอน ถ้าเป็นห้องเล็ก หลาย ห้องติดกัน ควรทำฝาเลื่อน เพื่อเหมาะแก่การทำให้ห้องกว้างขึ้น
          2.
ควรจัดชั้นเรียนเพื่อสร้างเสริมความรู้ทุกด้าน โดยจัดอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมหรือหนังสืออ่านประกอบที่หน้าสนใจไว้ตามมุมห้อง เพื่อนักเรียนจะได้ค้นคว้าทำกิจกรรมควรติดอุปกรณ์รูปภาพและผลงานไว้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้
          3.
ควรจัดชั้นเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ซึ่งมีอิทธิผลต่อความเป็นอยู่และการเรียนของนักเรียนเป็นอันมาก ครูมีส่วนช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้ดีได้ เช่น ให้นักเรียนจัดหรือติดอุปกรณ์ให้มีสีสวยงาม จัดกระถางต้นไม้ประดับชั้นเรียน จัดที่ว่างของชั้นเรียนให้นักเรียนทำกิจกรรม คอยให้คำแนะนำในการอ่านหนังสือ ค้นคว้าแก้ปัญหา และครูควรสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน ไม่ให้เครียด เป็นกันเองกับนักเรียน ให้นักเรียนรู้สึกมีความปลอดภัย สะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน
          4.
ควรจัดชั้นเรียนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่ดีงาม ชั้นเรียนจะน่าอยู่ก็ตรงที่นักเรียนรู้จักรักษาความสะอาด ตั้งแต่พื้นชั้นเรียน โต๊ะม้านั่ง ขอบประตูหน้าต่าง ขอบกระดานชอล์ก แปลงลบกระดาน ฝาผนังเพดาน ซอกมุมของห้อง ถังขยะต้องล้างทุกวัน เพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็น และบริเวณที่ตั้งถังขยะจะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะเป็นแหล่งบ่อเกิดเชื้อโรค 
          5.
ควรจัดชั้นเรียนเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ทุกอย่างจัดให้เป็นระเบียบทั่งอุปกรณ์ของใช้ต่างๆ เช่นการจัดโต๊ะ ชั้นวางของและหนังสือ แม้แต่การใช้สิ่งของก็ให้นักเรียนได้รู้จักหยิบใช้ เก็บในที่เดิม จะให้

นักเรียนเคยชินกับความเป็นระเบียบ
          6.
ควรจัดชั้นเรียนเพื่อสร้างเสริมประชาธิปไตย โดยครูอาจจัดดังนี้
             6.1
จัดให้นักเรียนเข้ากลุ่มทำงาน โดยให้มีการหมุนเวียนกลุ่มกันไป เพื่อให้ได้ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น
             6.2
จัดที่นั่งของนักเรียนให้สลับที่กันเสมอ เพื่อให้ทุกคนได้มีสิทธิที่จะนั่งในจุดต่างๆ ของห้องเรียน
             6.3
จัดโอกาสให้นักเรียนได้หมุนเวียนกันเป็นผู้นำกลุ่ม เพื่อฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี
          7.
ควรจัดชั้นเรียนให้เอื้อต่อหลักสูตร หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับปัจจุบันเน้นการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และให้ใช้กระบวนการสอนต่างๆ ดังนั้นครูจึงควรจัดสภาพห้องให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ เช่น การจัดที่นั่งในรูปแบบต่างๆ อาจเป็นรูปตัวยู ตัวที หรือครึ่งวงกลม หรือจัดเป็นแถวตอนลึกให้เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอนและการจัดบรรยากาศทางด้านจิตวิทยาให้ผู้เรียนรู้สึกกล้าถามกล้าตอบ กล้าแสดงความคิดเห็น เกิดความใคร่รู้ ใคร่เรียน ซึ่งจะเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาตน พัฒนาอาชีพ พัฒนาสังคม และเป็นคนเก่ง ดี มีความสุขได้ในที่สุด
         
จากที่กล่าวมาทั่งหมด สรุปได้ว่า หลักการจัดชั้นเรียน คือ การจัดบรรยากาศทางด้านกายภาพ และการจัดบรรยากาศทางด้านจิตวิทยาในชั้นเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ และเพื่อการพัฒนาผู้เรียนทั่งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

เทคนิคการปกครองชั้นเรียนของครู                                                                                                             
         
เทคนิคหรือวิธีการที่ครูใช้ปกครองชั้นเรียนมีส่วนส่งเสริมในการสร้างบรรยากาศทางจิตวิทยา กล่าวคือ ถ้าครูปกครองชั้นเรียนด้วยความยุติธรรม ยึดหลักประชาธิปไตย ใช้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่ทุกคนยอมรับ ยินดีปฏิบัติ นักเรียนก็จะอยู่ในห้องเรียนอย่างมีความสุข เกิดความรู้สึกอบอุ่นพอใจและสบายใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าครูโลเล ไม่ยุติธรรม เลือกที่รักมักที่ชัง ปกครองชั้นเรียนแบบเผด็จการ นักเรียนจะเกิดความรู้สึกไม่ศรัทธาครู ไม่เห็นคุณค่าของระเบียบกฎเกณฑ์ ส่งผลให้นักเรียนไม่สนใจเรียน ไม่อยากมาโรงเรียนในที่สุด ดังนั้นเทคนิควิธีการปกครองชั้นเรียนของครูจึงมีความสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศทางจิตวิทยาด้วย
         
ในการปกครองชั้นเรียน ครูควรยึดหลักต่อไปนี้
          1.   
หลักประชาธิปไตย ครูควรให้ความสำคัญต่อนักเรียนเท่าเทียมกัน ให้ความเสมอภาค ให้อิสระ ให้โอกาสแก่ทุกคนในการแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันครูต้องใจกว้าง ยินดีรับฟังความเห็นของทุกคน

และควรฝึกให้นักเรียนปฏิบัติตนตามสิทธิหน้าที่ รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น ให้รู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างประชาธิปไตย
          2.   
หลักความยุติธรรม  ครูควรปกครองโดยใช้หลักความยุติธรรมแก่นักเรียนทุกคนโดยทั่วถึง นักเรียนจะเคารพศรัทธาครู และยินดีปฏิบัติตามกฎระเบียบของครู ยินดีปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของครู ตลอดจนไม่สร้างปัญหาในชั้นเรียน
          3.   
หลักพรหมวิหาร 4   อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา 
                 
เมตตา หมายถึง ความรักและเอ็นดุ ความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเป็นสุข
                 
กรุณา หมายถึง ความสงสาร คิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
                 
มุทิตา หมายถึง ความยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ลาภยศ สุข สรรเสริญ 
                 
อุเบกขา หมายถึง ความเที่ยงธรรม การวางตัวเป็นกลาง การวางใจเฉย
         
ถ้าครูทุกคนยึดหลักพรหมวิหาร 4 ในการปกครองชั้นเรียน นอกจากจะทำให้นักเรียนมีความเคารพรักศรัทธาครู และมีความสุขในการเรียนแล้วยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่นักเรียนด้วย
          4.   
หลักความใกล้ชิด การที่ครูแสดงความเอาใจใส่ ความสนใจ ให้ความใกล้ชิดกับนักเรียน เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างบรรยากาศทางด้านจิตวิทยา วิธีการแสดงความสนใจนักเรียนทำได้หลายวิธี จิตรา วสุวานิช (2531 : 135) ได้เสนอแนะไว้ดังนี้
                 1. 
ครูจะต้องรู้จักนักเรียนในชั้นทุกคน รู้จักชื่อจริง ชื่อเล่น ความสนใจของเด็กแต่ละคน เป็นต้นว่า งานอดิเรก มีพี่น้องกี่คน จุดเด่น จุดด้อย ของนักเรียนแต่ละคน
                 2. 
ครูจะต้องแสดงความสนใจในสารทุกข์สุขดิบของเด็กแต่ละคน เช่น หมั่นถามความเป็นไปของพี่น้อง ความคืบหน้าของการสะสมแสตมป์ คือ ไม่เพียงรู้แต่ว่าเด็กเป็นอะไรในข้อ 1 แต่รู้ข่าวคราวเคลื่อนไหวของสิ่งเหล่านั้นด้วย
                 3. 
ครูจะมอบเวลาของตนเพื่อเด็ก เวลาที่นอกเหนือจากงานสอน ได้แก่ เวลาเย็นหลังเลิกเรียน ช่วงพักระหว่างการเรียน เพื่อช่วยเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ว่าต้องการขอคำปรึกษา ต้องการขอคำแนะนำในการหารายได้พิเศษ ครูจะต้องพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กได้ตลอดเวลา
                 4. 
ครูจะต้องใกล้ชิด สัมผัสทั้งร่างกายและจิตใจ คำสั่งสอนและการกระทำของครูจะต้องสอดคล้องกัน เป็นต้นว่า ถ้าครูจะอบรมสั่งสอนเด็กเรื่องความซื่อสัตย์ ครูจะต้องปฏิบัติตนเป็นคนซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน กายสัมผัสก็เป็นสิ่งจำเป็น การจับต้องตัวบ้าง จะเป็นสื่อนำให้เด็กรู้สึกถึงความใกล้ชิดสนิทสนม



เทคนิคและทักษะการสอนของครู

                 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เทคนิคและทักษะการสอนของครูล้วนมีอิทธิพลต่อบรรยากาศในชั้นเรียนได้ทั้งสิ้น  การสร้างแรงจูงใจ  การแปรเปลี่ยนความสนใจ  การเปลี่ยนกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายจะทำให้เด็กไม่เบื่อเมื่อเทียบกับการที่ครูใช้วิธีสอนแบบเดียวเป็นระยะเวลายาวนานจนเกินไป  เช่นการใช้วิธีสอนแบบบรรยาย  ทำให้เด็กอาจเรียนรู้ได้ไม่เท่ากับที่ครูตั้งใจจะสอนเพราะเด็กเกิดความเบื่อหน่าย  ไม่สนใจเรียน  อาจชวนเพื่อนคุยหรือแกล้งเพื่อนกลายเป็นปัญหาในชั้นเรียนที่ครูจะต้องจัดการซึ่งแท้ที่จริงแล้วสาเหตุสำคัญอาจอยู่ที่ตัวครูเองก็เป็นได้  ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่ครูควรจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดการชั้นเรียนคือ  การที่ครูจะต้องเตรียมการสอนโดยยึดหลักที่สำคัญในการพิจารณาเลือกใช้วิธีสอนที่หลากหลาย  มีความเหมาะสมกับเนื้อหาวิชาและสอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน  นอกจากนี้ควรเลือกใช้ทักษะและเทคนิคการสอนที่ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจในบทเรียนมากขึ้นดังนี้

                1.  การสร้างแรงจูงใจในบทเรียน  ความสนใจหรือความต้องการที่จะเรียนรู้เรื่องใดๆ  สำหรับนักเรียนอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาหรือเพียงบางครั้ง  บางเรื่องหรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย  แตกต่างกันไปตามลักษณะวัย  และความสามารถของเด็กแต่ละคน  ครูจึงควรสร้างแรงจูงใจให้แก่เด็กอย่างต่อเนื่อง  บทบาทของครูในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนเช่น  การเลือกกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมจะสามารถขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนทั้งยังเป็นการส่งเสริมชั้นเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้อีกด้วย

                2.  จัดการเรียนรู้ที่มีรูปแบบการสอนที่หลากหลายและใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้  การมีส่วนร่วมของนักเรียนในการวางแผนหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนใช้ทักษะทางสังคมเช่น  นักเรียนใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือ  เป็นต้น

                3.  การแปรเปลี่ยนวิธีสอนให้หลากหลาย  เช่นการเปลี่ยนกิจกรรมการเรียนรู้  การเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนหรือการใช้แหล่งหรือสื่อการเรียนรู้หลายประเภท

                4.  การกำหนดงานให้นักเรียน  ปฏิบัติระหว่างเรียนที่สอดคล้องกับบทเรียนและตรงตามความสนใจของนักเรียนและเนื้อหาวิชาที่เรียน


http://www.learners.in.th/blogs/posts/149865